Nulled24

นิสสัน ลีฟ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

จากสภาวะโลกร้อนทำให้แนวทางในการหาวิธีลดโลกร้อนเป็นงานเร่งด่วน ทางด้านผู้ผลิตรถยนต์ก็มีการปรับตัวพัฒนาระบบต่างๆให้ใช้งานได้ โดยพึ่งพาน้ำมันให้น้อยที่สุด หลายๆแบบที่ทดลองทั้งพลังงานไฮโดรเจน เครื่องยนต์ไฮบริด แต่เป้าหมายสุดท้ายน่าจะเป็นพลังงานจากไฟฟ้าล้วนๆ ที่เป็นพิษกับสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดใครจะไปนึกว่ารถเด็กเล่นที่ใช้ไฟฟ้าบังคับด้วยวิทยุจะกลับกลายเป็นรถที่ขับได้จริง ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เป็นฝันของวัยเด็กที่มีหลายอย่างกลายมาเป็นจริงได้เหมือนรถไฟฟ้าคันนี้

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

นิสสัน ลีฟ จึงเป็นรถคันแรกของนิสสันที่เป็นรถไฟฟ้าล้วนผลิตออกมาขายได้จริงๆ นอกจากนั้น ยังส่งไปขายในอเมริกาและยุโรปด้วย โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี การเป็นรถที่ใช้พลังงานจากไฟฟ้า 100 % หรือเป็นรถประเภท EV (Electric Vehicle) รองรับการขาดแคลนน้ำมันในอนาคตได้เป็นอย่างดี  ถึงรถรุ่นนี้อาจจะไม่สมบูรณ์ 100 % แต่ก็เป็นก้าวแรกสำหรับรถไฟฟ้าล้วน ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ด้วยรูปโฉมสไตล์รถคอมแพ็กต์ 5 ประตู สร้างสรรค์จากแนวคิด Smart Fluidity จึงเป็นรถที่ล้ำสมัย มีเส้นสายที่ไหลลื่น มีความลู่ลมสูงเมื่อไม่ต้องมีเครื่องยนต์ก็ไม่ต้องมีกระจังหน้าสำหรับระบายความร้อนนให้กับหม้อน้ำ ด้านหน้าจึงมีความเรียบง่าย เส้นสายของตัวรถจะลื่นไหลเชื่อมโยงกับสปอยเลอร์หลังอย่างลงตัว เป็นความพลิ้วไหวอย่างต่อเนื่อง โคมไฟหน้าแบบตั้งขนาดใหญ่ใช้หลอด LED ขนาดบาง เป็นโคมไฟที่นูนออกจากตัวรถทรง V-shape เพื่อช่วยควบคุมการไหลของอากาศไปยังด้านข้างของกระจก ลดแรงต้านของเสียงรบกวนของลม

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เสาหลังคา Cross Section ถูกออกแบบใหม่มาเพื่อลดแรงปะทะของลม โคมไฟท้าย LED แบบบางให้ความสว่าง ส่วนด้านล่างของกันชนมีแผงดิฟฟิวเซอร์บังคับทิศทางลม ไม่มีปลายท่อไอเสียโผล่ออกมา

ใต้ฝากระโปรงหน้ายังคงเห็นแท่งคล้ายๆเครื่องยนต์ติดตั้งอยู่ จึงไม่รู้สึกแปลกแยกไปเท่าไหร่ ด้านหน้ามีแผงความร้อนของเครื่องปรับอากาศติดตั้งไว้ตามปกติ

โครงสร้างของตัวถังถูกออกแบบมาให้รองรับการติดตั้งแบตเตอรี่ ลิเธียม-ไอออนแบบบางที่มีคุณสมบัติเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา แต่สามารถจุกระแสไฟฟ้าได้มากว่าแบตเตอรี่ทั่วๆไปถึง 2 เท่า ได้ความจุ 24 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง สามารถปล่อยพลังงานได้กว่า 90 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมง เมื่อชาร์จไฟฟ้าให้เต็มก็จะเดินทางได้ 150-200 กม./ชม.

ในห้องโดยสารจะเห็นจอค่อนข้างเยอะเพื่อแสดงสภาวะการทำงาน ใช้เวลาประมาณ 1-2 วินาทีจอแสดงผลจะทำงานครบ บอกให้รู้ว่าแบตเตอรี่อยู่ในขีดไหน เหลือระยะทางไปได้อีกกี่ กม.

ตำแหน่งเกียร์อยู่ตรงตำแหน่งคอนโซลปกติ เป็นเกียร์ Electric Shift แบบ Mouse – Type ใช้การผลักไปด้านขวาแล้วโยก ถ้าขึ้นบนก็ถอยหลังผลักตรงๆเป็นเกียร์ว่าง โยกลงล่างเป็นเกียร์เดินหน้า หากจะใช้ตำแหน่ง P ก็กดตรงหัวเกียร์ การออกตัวทำได้รวดเร็วเป็นคุณสมบัติที่ดีของมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ให้แรงบิดสูงในรอบต่ำ ไม่มีการกระตุกหรือกระชากตอนออกตัว อัตราเร่งมาอย่างต่อเนื่อง เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ AC ที่ให้กำลังสูงถึง 80 กิโลวัตต์ มีแรงบิดสูงสุดถึง 280 นิวตันเมตร

การใช้งานในเมืองจะมีความคล่องตัวสูง จากอัตราเร่งที่มาแบบรวดเร็วทันใจ บวกกับตัวถังที่มีขนาดกะทัดรัด ยาว 4445 มม. กว้าง 1770 มม. สูง 1550 มม. มีฐานล้อยาว 2700 มม. สามารถรองรับผู้โดยสาร 5 คนได้ แม้ว่าจะเป็นรถที่ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานในเมือง แต่การใช้ความเร็วสูงก็ทำได้

เจอถนนโล่งๆ ลองทำความเร็วสูงสุดดู ในรอบแรกได้ 159 กม./ชม. รอบถัดมาทุกๆ ครั้ง จะได้แค่ 158 กม./ชม. ขณะที่สเปคโรงงานอยู่ที่ 145 กม./ชม. เท่านั้นเอง รถรุ่นนี้มีการนำพลังงานกลับมาใช้ด้วย เมื่อไหร่ที่ถอนคันเร่ง แรงเฉื่อยของรถจะไปปั่นให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำการชาร์จไฟกลับไปเก็บในแบตเตอรี่ได้จึงสามารถเพิ่มระยะทางในการขับขี่ได้มากขึ้น

เนื่องจากเป็นยุคแรกๆของรถไฟฟ้า รัศมีการเดินทางยังสั้นอยู่ระยะปลอดภัยที่สุดจะอยู่ที่ 75 กม. ต่อการชาร์จไฟฟ้าแต่ละครั้ง ที่ต้องเผื่อขากลับด้วยจากระยะทางรวม 150 กม. อาจจะดูน้อยแต่ก็มีทางแก้ไขโดยเฉพาะคนที่มีจุดจอดรถประจำ ด้วยการเพิ่มจุดชาร์จไฟฟ้าเอาไว้

การชาร์จไฟแต่ละครั้งสามารถใช้ไฟบ้านได้ตามปกติ ระยะเวลาชาร์จ 8 ชั่วโมง คนที่ทำงานประจำเลิกงานแล้วก็ชาร์จกับไฟที่บ้านจะได้ระยะทาง 150 กม. ถึงที่ทำงาน ที่มีชั่วโมงทำงานประมาณ 8 ชั่วโมงก็สามารถได้ระยะทางเพิ่มอีก 150 กม. รวมระยะทางได้ 300 กม. สบายๆสำหรับคนที่มีบ้านแถบชานเมือง สถานที่ที่มีสถานีชาร์จไฟแบบควิกชาร์จ ก็จะใช้เวลาแค่ 30 นาทีก็เดินทางต่อได้แล้ว

You might also like