Nulled24

ปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบ สัมผัสอัตราเร่งที่เหนือกว่า

เป็นหนึ่งในสามรุ่นที่ทางบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยได้นำเข้ามาจำหน่ายแม้จะเป็นรุ่นกลางก็ถือว่าสุดยอดแล้วสำหรับปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบที่มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 9,900,000 บาท เป็นการก้าวเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังไฟฟ้าเต็มตัวสำหรับรถสปอร์ตคันแรกจากปอร์เช่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบในรถ 4 ประตูซีดานที่ยังคงเอกลักษณ์ งานออกแบบของปอร์เช่เอาไว้อย่างครบถ้วน

ปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบเป็นผลผลิตจากนวัตกรรมพลังขับเคลื่อนที่สุดล้ำ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าของปอร์เช่ หรือ Porsche E-Performance ทำให้เป็นรถสปอร์ตที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสายการผลิตปกติของปอร์เช่ด้วยงานออกแบบที่ดูเรียบหรูสามารถสื่อสารแก่ผู้พบเห็นอย่างตรงไปตรงมา ในฐานะสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นยุคใหม่ของปอร์เช่ แต่ก็ยังคงรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ใน งานออกแบบตาม  DNA ของปอร์เช่อย่างสมบูรณ์แบบ เริ่มต้นตั้งแต่มุมมองด้านหน้าที่กว้าง และแบนราบ ขนาบด้วยโป่ง ซุ้มล้อที่โค้งมนสง่างาม ติดตั้งไฟหน้า LED Matrix พร้อมระบบ Porsche Dynamic Light System Plus (PDLS Plus) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

 ยกระดับรูปทรงโดยรวมให้ปราดเปรียว เฉียบคม ด้วยแนวหลังคาสไตล์ สปอร์ตที่เทลาดลงอย่างต่อ เนื่องกลมกลืนจรดด้านท้าย แนวตัวถังด้านข้างที่เปี่ยมไปด้วยบุคลิกเฉพาะตัว มุมมองจากห้องโดยสารที่ปลอดโปร่ง แนวโค้งของเสา C-pillar ที่วางตัวผสานกับซุ้มล้อหลัง เป็นหนึ่งเดียวกับสปอยเลอร์ ท้ายรถที่ตอกย้ำถึงความกร้าว แกร่งทรงพลัง อันเป็นสมรรถนะติดตัวรถยนต์ปอร์เช่ทุกคัน

 เสริมความโดดเด่นด้วย นวัตกรรมล้ำสมัยรายรอบคัน อาทิ ตราสัญลักษณ์ปอร์เช่ ฉายสะท้อนบนกระจก หรือ glass-effect Porsche logo ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่รวมอยู่กับ light bar บริเวณท้ายรถ และด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd ที่ต่ำเพียง 0.22 รวมทั้งระบบอากาศพลศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม จากการออกแบบรูปทรงตัวถังที่เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้คืออัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ประหยัดและพิสัยระยะเดิน ทางที่ทำได้ไกลมากขึ้น

ภายในห้องโดยสารแสดงออกถึงบรรยากาศของการเริ่มต้นเข้าสู่ยุคใหม่ของยนตรกรรมล้ำอนาคต ปลอดโปร่งด้วยโครงสร้างและสถาปัตยกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางอุปกรณ์รายรอบ แผงหน้าปัทม์ทรงโค้งมน ในตำแหน่งบนสุดของแผงคอนโซลหน้า ให้มุมมองที่ชัดเจนที่สุดจากสายตาของผู้ขับขี่ เป็นสไตล์ดูเรียบหรู สะอาดตา ที่ได้จากปอร์เช่ 911 ตั้งแต่ปี 1963 ติดตั้ง หน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 16.9 นิ้ว วางตัวตามแนวโค้งบริเวณส่วนบนของแผงคอนโซลถัดมาด้านล่าง คือหน้าจอ infotainment ขนาดใหญ่ถึง 10.9 นิ้ว พร้อมหน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าเป็นอุปกรณ์พิเศษ ติดตั้งเพิ่มเติมวางตัวต่อเนื่องครอบคลุมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยแผ่นกระจกที่ให้สัมผัสสไตล์ black-panel

ไม่ว่าจะเป็นเฉดสี หรือแม้แต่งานดีไซน์วัสดุตกแต่ง ได้รับการคัดเลือกเพื่อสนองตอบ ทุกความต้องการเฉพาะตัวโดยไร้ขีดจำกัด เข้าถึงทุกสไตล์การตกแต่งตั้งแต่ เรียบหรู อนุรักษ์นิยม ร่วมสมัย จนถึงโมเดิร์น อุปกรณ์พิเศษที่ครอบคลุมทุกระดับ ทั้งวัสดุหนังแท้สุดคลาสสิก หรือวัสดุหนังสีแทน “OLEA” ซึ่งใช้ใบมะกอกเพิ่มเติมเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟอกหนัง คุณภาพระดับสูงของหนังแท้ ถูกขับเน้นให้โดดเด่นสวยงามยิ่งขึ้นไปอีกขั้น จากขั้นตอนการตัดเย็บและย้อมสีที่พิเศษสุด

 สัมผัสกับห้องโดยสารระดับศาสตร์แห่งศิลป์ ด้วยพื้นผิวของวัสดุที่มีชื่อว่า “Race-Tex” ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากเส้นใย microfibre คุณภาพสูงผสมผสานกับเส้นใย polyester fibres ที่ให้ความแข็งแรงคงทน นอกจากนี้ยังสามารถลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการผลิตลงได้มากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ พรมปูพื้นผลิตด้วยวัสดุ recycled fibre “Econyl®” ซึ่งได้จากการรีไซเคิลตาข่ายดักปลาที่ใช้ในอุตสาหกรรมการประมง

พื้นที่บริเวณตำแหน่งผู้ขับขี่ คือสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นเข้าสู่ยุคใหม่ ด้วยการวางโครงสร้างที่ปลอดโปร่ง ให้บรรยากาศรายล้อมที่ล้ำสมัย และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกให้มากที่สุด คำนึงถึงการใช้งานของผู้ขับขี่ที่สามารถ เข้าถึงการบังคับควบคุมฟังก์ชันต่างๆ อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ปราศจากสิ่งรบกวนอื่นๆ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการขับขี่ เบาะนั่งจะวางตัวในระดับต่ำตามลักษณะเฉพาะตัวของรถสปอร์ตพันธ์แท้

ชิ้นงานภายในประกอบด้วยนวัตกรรมวัสดุรีไซเคิล ซึ่งล้วนแล้วแต่ตอบโจทย์แนวคิดในการพัฒนารถสปอร์ต พลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืนยาวนานในชื่อว่า “Foot garages”  ติดตั้งชุดแบตเตอรี่ในบริเวณที่พักเท้าของ ห้องโดยสารตอนหลัง  เพื่อให้มั่นใจว่าผู้โดยสารจะสามารถนั่งประจำที่ได้ด้วยความสะดวกสบายขณะเดินทาง

พื้นที่บรรทุกสัมภาระมีให้ใช้งาน ได้ถึง 2 จุดโดยด้านหน้ามีความจุที่ 81 ลิตร

พื้นที่บรรทุกสัมภาระในด้านท้ายรถมีความจุถึง 366 ลิตร

แผงหน้าปัทม์รูปทรงโค้งมนลอยตัว อิสระ วางตัวในตำแหน่งสูงสุดของคอนโซลหน้า ถ่ายทอดข้อมูลไปยังผู้ขับขี่อย่างชัดเจน มั่นใจได้ว่าทุกสิ่งที่จำเป็น และต้องใช้ในระหว่างการขับขี่จะพร้อมรองรับและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลาในระยะ สายตา

แผงหน้าปัทม์ที่อัดแน่นไปด้วยนวัตกรรมล้ำยุคประกอบด้วย หน้าจอแสดงผลแนวโค้งขนาดใหญ่ 16.8 นิ้ว ผู้ขับขี่สามารถเลือกลักษณะการแสดงผลบนแผงหน้าปัทม์ได้ถึง 4 รูปแบบ

Classic mode เน้นการแสดงผลข้อมูลใน กรอบทรงกลมสไตล์คลาสสิกของปอร์เช่รูปแบบหน้า จอลักษณะนี้สามารถถ่ายทอดข้อมูลการขับขี่ได้อย่างชัดเจนและเป็นระเบียบ อ่านข้อมูลได้อย่างรวดเร็วโดย

Map mode แสดงข้อมูลแผนที่การเดินทางแทนมาตรวัด แสดงค่าพารามิเตอร์และปริมาณพลังงานไฟฟ้า

Full Map mode แสดงข้อมูลระบบนำทางผ่านดาวเทียมอย่างเต็มรูปแบบบนแผงหน้าปัทม์ โดยตัดการฉาย ภาพกรอบทรงกลมออกทั้งหมด

Pure mode แสดงผลเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการขับขี่ อาทิ ความเร็ว สัญญาณจราจร และแผนที่นำทาง ระบบผ่านดาวเทียมที่ลดขนาดการแสดงผลเหลือเพียงลูกศรชี้ทิศทาง

ไทคานน์ เทอร์โบเป็นรถที่มีอัตราเร่งเหนือกว่าพวกเครื่องยนต์เพราะแรงบิดสูงมาตั้งแต่รอบต่ำให้กำลังสูงสุด 680 แรงม้า ยังสามารถเพิ่มพลังด้วยฟังก์ชัน overboost ที่ทำงานร่วมกับระบบช่วยออกตัว Launch Control  ทำให้อัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังระดับ ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 3.2 วินาที จึงสัมผัสได้ถึงแรงกระชากตั้งแต่ออกตัวจนความรู้สึกไล่ตามไม่ทันตอนเป็นผู้โดยสารกับแรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร สามารถเดินทางได้สูงสุดด้วย ระยะทางกว่า 450 กิโลเมตรเมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มความจุ

ไทคานน์ เทอร์โบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงถึง 2 ชุด โดยชุดแรกรับหน้าที่ส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้า ส่วนอีกชุดส่งกำลัง ไปยังล้อคู่หลัง ระบบส่งกำลังแบบ two-speed transmission คิดค้นขึ้นโดยปอร์เช่ได้รับการติดตั้งในชุดขับเคลื่อนล้อหลังอัตราทดที่ยาวกว่าและการถ่ายทอด พละกำลังที่ต่อเนื่องคือคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมที่ได้จากมอเตอร์ซิงโครนัสชิ้นส่วนของ electric machine ระบบส่งกำลัง และชุดควบคุม pulse-controlled inverter ถูกผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ขนาดที่กะทัดรัดรูปแบบการทำงาน

ปอร์เช่ ไทคานน์ ติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ แทนที่ระบบเดิมซึ่งมีแรงดันเพียง 400 โวลต์ ที่ส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น ลดระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จพลังงานได้อย่างมาก เมื่อใช้งานสถานีชาร์จแบบ highly powered charging points รวมทั้งสามารถลดปริมาณการใช้สายไฟซึ่งเป็นทั้งการลดน้ำหนักและเพิ่มพื้นที่ใช้งาน ภายในรถไปพร้อมๆ กันชุดกักเก็บพลังงาน Performance Battery Plus ด้วยขนาดของแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถรองรับกระแสไฟฟ้าที่สูงขึ้นช่วยให้การชาร์จพลังงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม เมื่อใช้งานสถานีชาร์จแบบ 800 โวลต์ ซึ่งมี maximum charging capacity (สูงสุด) ที่ 270 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่ จะได้รับการชาร์จสำหรับวิ่งเป็นระยะทางสูงสุดถึง 100 กิโลเมตร (ทดสอบตามมาตรฐาน WLTP) ภายในเวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถชาร์จพลังงาน จาก 5 – 80 เปอร์เซ็นต์ SoC (state of charge) ด้วยการใช้เวลาเพียง 22.5 นาที

You might also like